เรื่องของป้าหลิม
เริ่มฤดูกาลความ สัมพันธ์ฉันกับป้าหลิม เกือบ 2 ปีที่ผ่านมา
ฉันสนุกกับการขายอาหารอยู่หน้าร้าน แล้ววันหนึ่งก็มี
กลุ่มหญิงวัยกลางคนประมาณสัก 4-5 คน มากินอาหาร
แต่ละคนดูสาละวน ประคบประหงม ดูแลผู้หญิงในกลุ่มคนหนึ่งที่ดูเพลียๆ
อิดโรย แต่ใบหน้าหงุดหงิด รำคาญ อารมณ์เสีย กับเพื่อนๆ ในกลุ่ม
ฉันได้ยินแกพูดเสียงดังว่าขึ้นว่า “จะไม่กินอะไรในร้านนี้
และจะไม่กินอะไรเลย” ดูแกโกรธ ท้อแท้ สับสนหดหู่
ปนเปกันเหมือนแกงโฮ๊ะที่ขายเลย (ฉันคิดในใจ)
แล้วเพื่อนแกคนหนึ่งก็เดินมาขอโทษแทน “แกไม่สบายน่ะ ขอโทษจริงๆ นะหนู”
แล้วฉันก็เกิดความรู้สึกแว๊บมาว่าอยากจะเข้าไปคุยกับแก
ก็เลยทำตามความรู้สึกของตัวเองนั้นโดยไม่รู้เลยว่าแกป่วยเป็นอะไร
ฉันพูดออกไปว่า “หนูเป็นมะเร็งปอด ปีนี้ 7 ปีแล้ว” แกนิ่งและมองหน้า
ถามกลับมาว่า “ดูแลตัวเองยังไง” .. “เริ่มต้นใหม่ค่ะ ดูแลตัวเอง..
ขอให้เชื่อก่อนว่าเราจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้” พูดเสร็จฉันก็เดินไปขายอาหารต่อ
ทั้งที่ปกติแล้วฉันไม่ค่อยให้ลูกค้าหรือใครรู้ว่าป่วยเป็นมะเร็ง
แต่ความรู้สึกที่ฉันเห็นป้าคนนี้แล้ว มะเร็งกับมะเร็ง เหมือนอยากจะสื่อสารกัน
ตอนฉันกลับมาขายอาหารก็เห็นป้ามองตามมาที่ฉัน ดูคิดมากอยู่เหมือนกัน …
ประมาณหนึ่งเดือนถัดมา แกกลับมาที่ร้าน ฉันจำแกไม่ได้ในตอนแรก
ป้าเดินมาคุย กระฉับกระเฉง ต่างกันกับครั้งแรกที่เจอ เห็นเพื่อนๆ
แทบจะอุ้มแกเดินด้วยซ้ำ “เลือกกับข้าวที่หนูคิดว่าป้าทานได้ให้ป้าหน่อย
อีก 3-4 วัน ป้าจะไปให้คีโมที่เชียงใหม่” แกเปลี่ยนไป ใบหน้าแกมีรอยยิ้ม
มีความหวัง เกือบจะทุกครั้งที่แกจะไปให้คีโม แกจะแวะมาหาฉัน
พูดคุยเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟัง เพื่อนๆ ที่รักแก และญาติๆ ผู้หวังดี
ห้าม!! ไม่เห็นด้วยที่แกยังไปสอนหนังสือเด็กๆ อยู่ เออ! ลืมบอกไปว่าแกเป็นครู
เคยได้รับรางวัลครูดีเด่นของอำเภอแม่สรวย .. แกบอกว่าน่าเบื่อจะตาย
ให้นั่งๆ นอนๆ อยู่บ้าน ฉันอยู่ฝ่ายสนับสนุนให้แกได้ไปสอนหนังสือ
บอกแกว่า “ป้าไม่ต้องสอนก็ได้ ไปนั่งดูเด็ก พูดคุยกับผู้ปกครอง
เพื่อนๆ ครูของป้าก็ได้ เขาก็คงจะเข้าใจป้านะ” แล้วแกก็มีความสุขจริงๆ
กับการที่ไปสอนหนังสือแทนการนั่งๆ นอนๆ ดูวีดีโออยู่กับบ้าน
เหนื่อยแกก็พัก เด็กๆ ที่แกสอนอยู่ชั้นป.2 ก่อนหน้านี้ดื้อและซุกซนมาก
ตอนสอนแกว่าต้องแหกปากตะโกนแข่งกับเสียงเด็ก แต่ตอนป้าป่วย
เด็กๆ เชื่อฟัง ตั้งใจ และคอยสังเกตดูครูว่าจะลบกระดานไหม
ต้องการอะไร เดี๋ยวพวกหนูจะทำให้ ปวดเมื่อยที่ไหนรึเปล่า
เด็กๆ พากันกรูเขามาช่วยบีบนวดด้วยมือน้อยๆ ที่ทรงพลัง
ตอนเช้าๆ ผู้ปกครองมาส่งเด็ก ก็จะหิ้วผักผลไม้ที่ปลูกไว้
เอามาฝากคุณครู เป็นสายใยแห่งมิตรภาพที่เบ่งบาน
ฉันกับป้าหลิมก็สนิทสนมกัน เราไว้วางใจ แลกเปลี่ยนประสบการณ์
ของกันและกัน ฉันเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าที่เบิกบานมีชีวิตชีวาของป้า
ฉันก็มีความสุขขึ้นมาได้อีก ป้าเลือกเองที่จะเผชิญ ยอมรับ รับผิดชอบ
ดูแลตัวเอง เรื่องอาหารการกิน ออกกำลังกาย ปรับความเชื่อ
ปล่อยวางความรู้สึกขัดแย้ง และอารมณ์ที่เกรี้ยวกราด ป้าได้สัมผัส
ฤดูกาลของชีวิต ดำรงอยู่ ผ่านพ้นแต่ละฤดู สิ่งสำคัญเราต้องบ่มเพาะ
หล่อเลี้ยงดูแลจิตวิญญาณ ปรับสมดุลภายใน เพราะชีวิตจะมีความสุข
หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของเราเอง ใครก็มาทำให้เราไม่ได้ถ้าเราไม่มองมัน
ใหม่อย่างมีความสุข เมื่อใดก็ตามที่เรารู้สึกสิ้นหวัง หดหู่เรียกพลังกลับคืนมา
นึกถึงคนที่ห่วงใยเรา รักเราแบบไม่มีเงื่อนไข และสิ่งที่เราอยากจะทำให้สำเร็จ
ความทรงจำที่เคยทำให้เรายิ้มในการผ่านพ้นวัยที่สวยงาม แต่ต้องระวัง
ไม่ให้ความสวยงามของอดีตบั่นทอนชีวิตปัจจุบันให้หม่นหมอง
บางครั้งเราก็ไปจมปลักอยู่กับปัญหา กล่าวโทษใครสักคน ก็เท่ากับว่า
เราได้ยกอำนาจให้กับเขา อย่าโทษอดีตที่เรากลับไปแก้ไขไม่ได้
และโทษความกลัวในอนาคตที่เราก็ยังไม่รู้ การเรียกร้องความสมบูรณ์
แบบจากผู้คนใกล้ชิดและตัวเราเองทำให้เราตกอยู่ใน ความทุกข์
ทุกขณะจิตที่มีชีวิตอยู่ ลองเปิดคลื่นรับฟังเสียงภูมิปัญญาจากภายใน
ของเราเอง อะไรที่เป็นความสุขในชีวิตอย่างแท้จริง “ฉันอยากจะทำอะไร”
การมีชีวิตที่ยืนยาวไม่ได้หมายความว่ามีความสุขเสมอไป
เฉลิมฉลองชีวิตทุกๆ วินาทีนะคะ
จิ๋ม
เช้าวันพุธที่ 6 สิงหาคม
ปล. ส่งกำลังใจให้พี่พรรณผ่านฤดู พายุฝนนี้ไปให้ได้
วันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2552
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น