วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2552

หัวใจฉันแตกสลาย

















หัวใจฉันแตกสลาย เมื่อหมอบอกว่า"มะเร็งของคุณกลับมาอีกแล้ว"

แค่นั้นสมองและประสาทหูของฉันไม่ได้ยินและรับรู้อะไร

คำพูดของหมอผ่านหูซ้ายทะลุหูขวา

สมองไม่ได้บันทึกความทรงจำใดๆ

ฉันคิดถึงแม่เข้าใจเลยว่าอาการอัมพาตเป็นอย่างไร

จากกรุงเทพถึงเชียงรายฉันไม่กล้าเจอหน้าใคร

ฉันกลัวคำถามมากมาย ฉันนั่งร้องไห้ 2-3 ชั่วโมง

มึนงงสับสนไปหมดโกรธโชคชะตาและคนรอบข้าง

ในใจมีแต่เสียงตัดพ้อและต่อว่า

พอคนเริ่มมองและสังเกตเห็นโทหาเพื่อนรุ่นน้องให้มารับที่สนามบิน

ฉันขอบคุณเขามากเข้ามารับและมองหน้าและถามเพียงว่า

พี่อยากไปไหนฉ้นต้องการที่ที่ให้กำลังใจ

แรงงบันดาลใจให้ฉันได้นิ่งสงบสติอารมณ์

ให้เสียงในหัวมันหยุดวิพากย์วิจารณ์

ฉันคิดถึงวัดพอไปถึงฉันเข้าไปกราบพระประทานในโบสถ์

สิ่งที่ฉันขอก็คือปัญญาที่จะจัดการเวลาที่เหลืออยู่อย่างไร

ฉันตั้งคำถามกับตัวเองทำไมฉันรู้สึกแย่และสิ้นหวังมากมาย

ทั้งๆที่ก็เคยผ่านเหตุการณ์วิกฤติมาครั้งหนึ่งแล้ว

เสียงภายในใจค่อยๆบอกฉันทีละนิด

ฉันหลงระเริงกะตัวเองยึดติดคิดว่าตัวเองเก่งแน่แล้ว

ฉันมีความฝันและกำลังเริ่มต้นทำในสิ่งที่ตัวเองรัก

พึ่งเปิดร้านอาหารใหม่ชื่อร้าน "ใส่ใจ"

เป็นร้านในอุดมคติและตอนนี้ฉันกลับมาป่วยอีกรอบ

สภาพฉันเป็นแบบนี้คนอื่นต้องมองว่าฉันล้มเหลวไม่ประสบความสำเร็จ

ไม่เก่งจริง

ฉันต้องเจ้งแน่ๆ

ยึดติดทะนงตัวเองมากมายกับชื่อเสียง

อยากให้โลกนี้ดับสูญไปซะ

พลังแห่งความเงียบในโบสถ์

และจังหวะการเต้นของหัวใจช่วยให้ความ

ฟุ้งซ่านในหัวค่อยๆดับลง

ฉันนั่งหลับตาลงในความมืดของโลกภายนอกดับสูญ

ฉันค่อยๆเห็นแสงรำไรจากภายใน

ช่วยให้เห็นใจของฉันชัดเจนมากขึ้น

แสงที่สาดฉายลงไปในความมืด

ในใจฉันช่วยพอที่จะนำทางที่ก่อเกิดปัญญา

ที่ปัดเป่าอวิชาออกไปจากใจ

"จงยอมรับสภาพร่างกายและชะตากรรมในปัจจุบันของเรา"

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น