วันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2552

ทางเลือกที่มีความหวัง



ทางเลือกที่มีความหวัง

เช้า วันอาทิตย์ ญาติของเพื่อนโทรมาพูดคุยขอคำแนะนำ
ในการตัดสินใจของเธอ
"น้องเพิ่งรู้ว่าเป็นมะเร็งเต้านม
และตอนนี้ท้องได้ 5 เดือนหมอบอกว่า
ต้องเลือกน้องอยากเอาลูกไว้มีแต่คนไม่ เห็นด้วย"
และเสียงร้องไห้ก็ตามมาสักพักใหญ่ๆ
บางทีการที่น้องได้ร้องไห้ออกมา
ปลดปล่อยความวิตกกังวล และความกลัวในสิ่งที่ไม่รู้
ผ่อนคลายใคร่ครวญความรู้สึกตัวเอง ฉันบอกน้องไปว่า

"ไม่ว่าน้องจะเลือกวิธีไหนดีทั้งนั้นแหละ
บางครั้งเราอาจไม่จำเป็นเลือกทางดีที่สุด
แต่สามารถทำชีวิตวันนี้ให้ดีมีความสุขได้"

"พี่จิ๋มรู้สึกยังไงเมื่อรู้ว่าเป็นมะเร็ง"

เข้าใจเลยว่าอาการอัมพาตเป็นยังไง
และช่วงระหว่างการดูรักษา
ก็จะเกิดสงครามชักคะเย่อระหว่างความรู้สึก
มีหวัง กับสิ้นหวัง วันหนึ่งอาจรู้สึกเราอาจจะหาย
ในขณะวันต่อมาเราอาจจะรู้สึกหดหู่ เศร้า
ด้วยความรู้สึกว่าฉันเข้าใจผิดหรือเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ความสุขเป็นเรื่องที่เรารักษาไว้ได้ยากมาก
พอหาหนทางออกให้ตัวเองไม่ได้เราจะคิดถึง
ความเป็นไปได้ต่างๆ นานา

ช่วงนี้ จะเป็นช่วงเสียตังค์ กับอาหารเสริมและ
ยาวิเศษรักษาได้ทุกโรคแถมยังเผลอทำพิธีทางไสยศาสตร์
มากมายไปหมด แต่พี่มีความเชื่อเป็นพลังผลักดันชีวิต
เชื่อในทางที่เราเลือกก่อนและ
ฟัง เสียงภูมิปัญญาในหัวใจเรา
ความหมายของการมีชีวิตอยู่คืออะไร?เงียบสักพัก
แล้วน้องก็ขอบคุณ และจะตัดสินใจภายในอาทิตย์นี้
แล้วจะส่งข่าวบอกในการตัดสินใจของเธอ


การดูแลตัวเองด้วยความเข้าใจและดูแลผู้อื่น่ด้วยความรัก
เป็นอีกคำตอบหนึ่งในการมีชีวิตอยู่ของฉันในขณะนี้
ตุ๊กตาเด็กผู้ชายสะพายย่ามขณะกำลังก้าวขาเดินเป็นตัวโปรด
ที่ฉันชอบมองรู้สึกว่าชีวิตต้องก้าวต่อไป บางครั้งที่ผิดหวังหรือรู้ตัว
ว่าชีวิตไม่เป็นไปอย่างที่คิดเรามักจะป้องกันตัวเอง
ไม่ให้เจ็บปวดด้วยการหนีหน้าไปทางอื่นๆ
และไม่ยอมเผชิญสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ก็คงเหมือนกับการไม่ยอม
ข้ามแอ่งน้ำเพราะกลัวเปียกแต่เลือกเลี่ยงที่เดินอ้อม
ไปทางที่ไกลขึ้นแท้จริงแล้วนี้คือวิธีการใช้ชีวิตของคนขี้ขลาด
ที่ก้าวไปข้างหน้าต่างหากทุกสิ่งดำเนินต่อไป
ชีวิตไม่ได้อยู่ข้างหลัง
กับมาดูแลสุขภาพที่เหลือ
และก้าวต่อไป เมื่อวันที่ชีวิตเดิมมาถึงจุดเปลี่ยน
จนบางครั้งเราไม่ได้ตระเตรียมหัวใจ
ความทุกข์ ความสุข ไม่มีใครรู้ว่าจะมาเมื่อใด
จะยอมรับความจริงได้แค่ไหน
อยู่ที่
เรียนรู้ ยอมรับตามความคิดสติให้ทัน
และเป็นกำลังใจให้ทุกคนก้าวเดินสุ่ "ฤดูกาลชีวิต"

เรื่องของป้าหลิม

เรื่องของป้าหลิม

เริ่มฤดูกาลความ สัมพันธ์ฉันกับป้าหลิม เกือบ 2 ปีที่ผ่านมา
ฉันสนุกกับการขายอาหารอยู่หน้าร้าน แล้ววันหนึ่งก็มี
กลุ่มหญิงวัยกลางคนประมาณสัก 4-5 คน มากินอาหาร
แต่ละคนดูสาละวน ประคบประหงม ดูแลผู้หญิงในกลุ่มคนหนึ่งที่ดูเพลียๆ
อิดโรย แต่ใบหน้าหงุดหงิด รำคาญ อารมณ์เสีย กับเพื่อนๆ ในกลุ่ม
ฉันได้ยินแกพูดเสียงดังว่าขึ้นว่า “จะไม่กินอะไรในร้านนี้
และจะไม่กินอะไรเลย” ดูแกโกรธ ท้อแท้ สับสนหดหู่
ปนเปกันเหมือนแกงโฮ๊ะที่ขายเลย (ฉันคิดในใจ)
แล้วเพื่อนแกคนหนึ่งก็เดินมาขอโทษแทน “แกไม่สบายน่ะ ขอโทษจริงๆ นะหนู”
แล้วฉันก็เกิดความรู้สึกแว๊บมาว่าอยากจะเข้าไปคุยกับแก
ก็เลยทำตามความรู้สึกของตัวเองนั้นโดยไม่รู้เลยว่าแกป่วยเป็นอะไร
ฉันพูดออกไปว่า “หนูเป็นมะเร็งปอด ปีนี้ 7 ปีแล้ว” แกนิ่งและมองหน้า
ถามกลับมาว่า “ดูแลตัวเองยังไง” .. “เริ่มต้นใหม่ค่ะ ดูแลตัวเอง..
ขอให้เชื่อก่อนว่าเราจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้” พูดเสร็จฉันก็เดินไปขายอาหารต่อ
ทั้งที่ปกติแล้วฉันไม่ค่อยให้ลูกค้าหรือใครรู้ว่าป่วยเป็นมะเร็ง
แต่ความรู้สึกที่ฉันเห็นป้าคนนี้แล้ว มะเร็งกับมะเร็ง เหมือนอยากจะสื่อสารกัน
ตอนฉันกลับมาขายอาหารก็เห็นป้ามองตามมาที่ฉัน ดูคิดมากอยู่เหมือนกัน …
ประมาณหนึ่งเดือนถัดมา แกกลับมาที่ร้าน ฉันจำแกไม่ได้ในตอนแรก
ป้าเดินมาคุย กระฉับกระเฉง ต่างกันกับครั้งแรกที่เจอ เห็นเพื่อนๆ
แทบจะอุ้มแกเดินด้วยซ้ำ “เลือกกับข้าวที่หนูคิดว่าป้าทานได้ให้ป้าหน่อย
อีก 3-4 วัน ป้าจะไปให้คีโมที่เชียงใหม่” แกเปลี่ยนไป ใบหน้าแกมีรอยยิ้ม
มีความหวัง เกือบจะทุกครั้งที่แกจะไปให้คีโม แกจะแวะมาหาฉัน
พูดคุยเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟัง เพื่อนๆ ที่รักแก และญาติๆ ผู้หวังดี
ห้าม!! ไม่เห็นด้วยที่แกยังไปสอนหนังสือเด็กๆ อยู่ เออ! ลืมบอกไปว่าแกเป็นครู
เคยได้รับรางวัลครูดีเด่นของอำเภอแม่สรวย .. แกบอกว่าน่าเบื่อจะตาย
ให้นั่งๆ นอนๆ อยู่บ้าน ฉันอยู่ฝ่ายสนับสนุนให้แกได้ไปสอนหนังสือ
บอกแกว่า “ป้าไม่ต้องสอนก็ได้ ไปนั่งดูเด็ก พูดคุยกับผู้ปกครอง
เพื่อนๆ ครูของป้าก็ได้ เขาก็คงจะเข้าใจป้านะ” แล้วแกก็มีความสุขจริงๆ
กับการที่ไปสอนหนังสือแทนการนั่งๆ นอนๆ ดูวีดีโออยู่กับบ้าน
เหนื่อยแกก็พัก เด็กๆ ที่แกสอนอยู่ชั้นป.2 ก่อนหน้านี้ดื้อและซุกซนมาก
ตอนสอนแกว่าต้องแหกปากตะโกนแข่งกับเสียงเด็ก แต่ตอนป้าป่วย
เด็กๆ เชื่อฟัง ตั้งใจ และคอยสังเกตดูครูว่าจะลบกระดานไหม
ต้องการอะไร เดี๋ยวพวกหนูจะทำให้ ปวดเมื่อยที่ไหนรึเปล่า
เด็กๆ พากันกรูเขามาช่วยบีบนวดด้วยมือน้อยๆ ที่ทรงพลัง
ตอนเช้าๆ ผู้ปกครองมาส่งเด็ก ก็จะหิ้วผักผลไม้ที่ปลูกไว้
เอามาฝากคุณครู เป็นสายใยแห่งมิตรภาพที่เบ่งบาน
ฉันกับป้าหลิมก็สนิทสนมกัน เราไว้วางใจ แลกเปลี่ยนประสบการณ์
ของกันและกัน ฉันเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าที่เบิกบานมีชีวิตชีวาของป้า
ฉันก็มีความสุขขึ้นมาได้อีก ป้าเลือกเองที่จะเผชิญ ยอมรับ รับผิดชอบ
ดูแลตัวเอง เรื่องอาหารการกิน ออกกำลังกาย ปรับความเชื่อ
ปล่อยวางความรู้สึกขัดแย้ง และอารมณ์ที่เกรี้ยวกราด ป้าได้สัมผัส
ฤดูกาลของชีวิต ดำรงอยู่ ผ่านพ้นแต่ละฤดู สิ่งสำคัญเราต้องบ่มเพาะ
หล่อเลี้ยงดูแลจิตวิญญาณ ปรับสมดุลภายใน เพราะชีวิตจะมีความสุข
หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของเราเอง ใครก็มาทำให้เราไม่ได้ถ้าเราไม่มองมัน
ใหม่อย่างมีความสุข เมื่อใดก็ตามที่เรารู้สึกสิ้นหวัง หดหู่เรียกพลังกลับคืนมา
นึกถึงคนที่ห่วงใยเรา รักเราแบบไม่มีเงื่อนไข และสิ่งที่เราอยากจะทำให้สำเร็จ
ความทรงจำที่เคยทำให้เรายิ้มในการผ่านพ้นวัยที่สวยงาม แต่ต้องระวัง
ไม่ให้ความสวยงามของอดีตบั่นทอนชีวิตปัจจุบันให้หม่นหมอง
บางครั้งเราก็ไปจมปลักอยู่กับปัญหา กล่าวโทษใครสักคน ก็เท่ากับว่า
เราได้ยกอำนาจให้กับเขา อย่าโทษอดีตที่เรากลับไปแก้ไขไม่ได้
และโทษความกลัวในอนาคตที่เราก็ยังไม่รู้ การเรียกร้องความสมบูรณ์
แบบจากผู้คนใกล้ชิดและตัวเราเองทำให้เราตกอยู่ใน ความทุกข์
ทุกขณะจิตที่มีชีวิตอยู่ ลองเปิดคลื่นรับฟังเสียงภูมิปัญญาจากภายใน
ของเราเอง อะไรที่เป็นความสุขในชีวิตอย่างแท้จริง “ฉันอยากจะทำอะไร”
การมีชีวิตที่ยืนยาวไม่ได้หมายความว่ามีความสุขเสมอไป
เฉลิมฉลองชีวิตทุกๆ วินาทีนะคะ


จิ๋ม
เช้าวันพุธที่ 6 สิงหาคม
ปล. ส่งกำลังใจให้พี่พรรณผ่านฤดู พายุฝนนี้ไปให้ได้

ฤดูฝน...



19 มิ.ย.
ฤดูฝน
เข้าพรรษา เป็นช่วงของฤดูฝนอย่างเต็มตัว 2 วันมาแล้วที่ฝนตกตลอด
ไม่ได้ไปไหน นั่งปักเสื้อได้หลายตัว มีความสุขดี
ก่อนฝนจะตกผู้คนต่างพร่ำบ่นถึงความไม่แน่นอนของฤดูกาล
เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวก็หนาว ฝนก็ตกไม่เป็นเวล่ำเวลาเลย ..
มันก็คงจะไม่แตกต่างอะไรจากฤดูกาลในใจเรา ควบคุมไม่ได้
แปรปรวนได้ทุกขณะ ตัวช่วยต้องเคาะกะบาลให้ตื่นรู้มั่ง
อากาศเย็นสบายดี บางทีเราก็หลับไหล พักสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง
ประตู สายฝนพรำ พรำ ของวันนี้ ทำให้เกิดสิ่งเตือนใจ
ชีวิตเราผ่านมากี่ฤดูฝนแล้ว สำหรับฉันมันดำเนินไปเหมือนสายฟ้าแลบ
ฤดูฝนของปีนี้แตกต่างจากปีที่ผ่านๆ มา สายฝนของปีนี้มีความหมาย
มีคุณค่าอย่างมากในแต่ละวัน เมฆหมอกที่ปกคลุมในใจ
น้ำตาแห่งความสูญเสีย ได้กลายเป็นสายฝนที่เย็นชุ่มฉ่ำ
ชำระล้างความกลัว วิตกกังวลในใจ หล่อเลี้ยงเซล
เลี้ยงพลังให้เติบโตงอกงาม เคยไหม? เราเคยชินที่จะนั่งหลบฝนอยู่แต่ในร่ม
ปิดประตูหน้าต่างอย่างมิดชิด แล้วก็บ่นเบื่อๆ เซ็งๆ
ทำไมเราไม่ลองเปิดประตูหน้าต่างแล้วมองออกไปข้างนอก
เชื้อเชิญสายลม สายฝน โบกพัดเอาสิ่งดีๆ เข้ามาสู่ประตูใจของเรามั่ง
ชีวิตเรานั้น มีสองวันที่เราทำอะไรไม่ได้เลย วันหนึ่งก็คือ "เมื่อวาน"
อีกวันหนึ่งนั้นคือ "พรุ่งนี้" แต่วันที่เราทำอะไรก็ได้คือวันนี้ เดี๋ยวนี้
อย่าละเลยคุณค่าของชีวิต....

จิ๋ม

“ฤดูกาลแห่งชีวิต ค้นหาหนทางการผ่านเปลี่ยนอย่างมีสติ” work shop



“ฤดูกาลแห่งชีวิต ค้นหาหนทางการผ่านเปลี่ยนอย่างมีสติ”

การเรียนรู้ การดูแลสภาวะเพื่อชีวิตที่มีความหมาย

กำหนดการ : ๒๖ กพ. – ๑ มีค. ระยะเวลาดำเนินการ ๔ วัน ๓ คืน
สถานที่ : แป้นเกล็ดรีสอร์ท อ.เมือง จ.เชียงราย

เนื่อง ด้วยสถาบันขวัญเมือง จ.เชียงราย ได้เริ่มต้นจัดโครงการ
“ฤดูกาลแห่งชีวิต ค้นหาหนทางการผ่านเปลี่ยนอย่างมีสติ”
เป็นกระบวนวิธีในการนำไปสู่สุขภาวะทางจิตดังกล่าว
ทางสถาบันขวัญเมือง โดยกลุ่มกระบวนกร เป็นองค์กรซึ่งศึกษาค้นคว้า
ทำงานเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้สู่การเผยออกของศักยภาพภายใน
อย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานานโดยในครั้งนี้ได้จัดกระบวนเสริมสร้าง
ทั้งด้านวัฒนธรรมและแนวความคิดใหม่ ให้แก่กลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้อง
กับงานการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายและองค์กรต่างๆ ได้มาฝึกฝนเรียนรู้
โดยมุ่งเน้นการดูแลครบวงจรกาย ใจ จิตวิญญาณ แก่บุคคลากร
จากหน่วยงานและองค์กรต่างๆรวมไปถึงผู้ป่วยและผู้ดูแล
มีเป้าหมายหลักให้ก่อเกิดความหมายอันเต็มเปี่ยมในบั้นปลาย
ของชีวิตผู้ป่วยและการเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนพร้อมๆ
ไปกับผู้เกี่ยวข้องโดย ในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาได้มีการประยุกต์
ใช้สนุทรียสนทนารวมทั้งกิจกรรมเพื่อผ่อนคลายด้านในอย่างลึกซึ้ง
ดังที่บุคคลากรในหน่วยของท่านได้เคยเข้าร่วมและสัมผัสกระบวนการ
ตามวาระต่างๆ ด้วยโครงการนี้มีแรงบันดาลใจมาจากบุคคลท่านหนึ่ง
ที่ได้สัมผัสกับการเรียนรู้ ใหม่กับพวกเรา
และนี่เป็นข้อความที่มาจากใจของเพื่อนเรา....


“ช่วง เวลาแห่งความสุข..... ก็มีช่วงเวลาแย่ๆ ที่เราไม่เข้าใจและขัดใจกัน
ตกลงกันไม่ได้สาเหตุก็มาจากฉันเอง เวลามีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ว่า
จะร้ายหรือดี ต่างส่งผลกระทบถึงอีกฝ่ายหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้....
ก่อนหน้านี้เกิดอาการเจ็บป่วยทางกายต่างๆ ขึ้นเช่นปวดหัว....
เจ็บหน้าอก หายใจไม่ออกฉันเกิดไม่ไว้ใจเขา...... โดยลืมนึกถึงธรรมชาติ
ของอาการดำเนินไปของโรค ความคิดแว๊บ...แรกเข้ามา
ฉันควรจะเสี่ยงไปให้เคมีบำบัด....เอาเธอออกไปให้พ้นเสียที.....
พอคิดจิตใต้สำนึกของฉันจะออกมาในทางลบ ทำให้กังวล วิตก
รู้สึกไม่ดี เครียด นอนไม่หลับ ทำให้อาการตัวเองแย่ลงไปอีก

ทุก วันนี้ ฉันใช้วิธีพูดคุยกับเสียงภายใน บอกเราว่าวันนี้ปวดเกินไปแล้วนะ
อย่าโตเกินไปถ้าปวดไปกว่านี้ ใครจะปักเสื้อสวยๆ ทำอาหารอร่อยๆให้เธอ..
ฉันปรารถนาจะดูแลผู้คนโดยเฉพาะผู้ป่วยวาระสุดท้ายของชีวิตให้เขา
มีความสุข อย่างที่เรามีในวันนี้ยังไงอาการต่างๆ ก็จะดีขึ้นและหายไป

ฉัน ตั้งใจปฏิบัติเปลี่ยนแปลงตนเองทำให้ทุกวันเป็นวันแห่งความสุข......
และเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนผู้ป่วยมะเร็ง หรือโรคเรื้อรังอื่นๆ
เพื่อให้เราอยู่ร่วมกันกับโรคแบบไม่ทุกข์ทรมานและตอนนี้เพื่อนของฉัน
ก็แสดงให้เห็นว่าเขารับรู้และปรารถนา และรับรู้ความรู้สึกนั้นได้จริงๆ
เราไม่โตขึ้นไม่กินพื้นที่ นี้อาจจะเป็นสัญญาที่จะเป็นกำลังใจต่อสู้ร่วมทุกข์ร่วมสุข
ขอบคุณเพื่อนคนนี้ที่คอยตักเตือนและเปลี่ยนชีวิตให้พบกับความดีงาม
และรู้จักตัวตนที่เป็นเราบางครั้งเราก็.....เบียดเบียนร่างกายมากเกินไป
มีผลอย่างไรก็ต้องกลับมารู้สึกตัวกลับมามองตัวเองกลายเป็นว่าทุกวันนี้ฉัน
ต้องทะนุถนอม แม้กระทั่งลมหายใจเข้าและออกติดตาม
ดูแลทุกขณะเป็นยังไงต้องประคองส่วนอื่นๆ ของกายกับใจ ให้มีสติอยู่กับปัจจุบัน

เมื่อ เราเริ่มมองเห็นโลกภายในตัวเอง ความรู้สึกเป็นมิตรก็เกิดขึ้นทั้งต่อตัวเอง
และทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวชีวิตถ้าอยู่อย่างมีความหมาย เรามีความสุขง่ายขึ้น
แม้กระทั่งสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ยิ้มกับคนแปลกหน้าบอกทางนักท่องเที่ยว
ฟังความทุกข์ที่เขาต้องการระบายเป็นคำพูดของผู้คน ฉันว่าการที่มีจิตใจที่ดี
เยียวยารักษาโรคได้ หมอที่เก่งที่สุด คือตัวเราเองแต่ก่อนที่เราจะเป็นหมอที่เก่ง
เราต้องรู้จักตัวเราเองก่อน ปาฎิหาริย์กำลังเกิดกับฉัน ว้าว!”

วัตถุประสงค์และเป้าหมาย
1. สร้างพื้นที่ร่วมเพื่อการเรียนรู้เผชิญความกลัว
2. การดำเนินชีวิตอย่างรู้เท่าทันและมีชีวิตอยู่อย่างมีความหมายต่อตัวเอง
3. การกลับมาให้ความสำคัญการอยู่ร่วมได้รับการเคารพจากญาติพี่น้องและครอบครัว
4. การคลี่คลายของอดีตที่เราเคยสะสมมานานเพื่อให้เป็นการสื่อสารกับโลกภายใน


เป็นพื้นที่หล่อเลี้ยงสภาพจิตใจของผู้หล่อเลี้ยงผู้ป่วย องค์ความรู้ที่ได้จากการจัด
กิจกรรมคราวนี้จะถูกถอดเป็นเป็นวารสารเพื่อแจกจ่ายไปสู่ภาคีต่างๆที่อยู่ใน
เครือข่ายของทางมูลนิธิ เช่น เครือข่ายแพทย์ในจังหวัดต่างๆเพื่อเป็นกระจาย
ข่าวสารการดูแลสุขสภาวะทางจิตใจของเครือข่ายผู้ป่วยกันเอง


เรียน เชิญผู้ที่สนใจเรียนรู้งานด้านการเยียวยาโลกภายใน(ทั้งทางกายและใจ)
เพื่อกลับคืนสู่วิถีชีวิตที่ปกติสุขเป็นสุขภาวะที่มั่นคงยิ่งขึ้น ทั้งนี้รวมทั้งกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
และกลุ่มพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับงาน ด้านการดูแลผู้ป่วย

ค่าอบรม ราคา 8,000 บาท (ราคารวมค่าอาหารกลางวัน(อาหารเพื่อสุขภาพ)และที่พัก
4,000 บาท ก่อนวันเริ่มอบรม 15 วัน สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมและสมัครลงทะเบียนได้ที่
คุณ พิธาณี สันติสุขสกุล มือถือ 089-4021042, 084-0442416
คุณ อรทัย ชะฟู (จิ๋ม) มือถือ 089 - 6354710
E-mail address: missratchanees@hotmail.com

วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2552

ความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด


22 มิถุนายน 2551
เริ่ม ต้นมิตรภาพ เธอกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เราจะเป็นเพื่อนกัน ฉันจะไม่ทำร้ายเธอ และเธอก็ไม่ทำร้ายฉัน เราร่วมทุกข์ ร่วมสุข 24 ชั่วโมง การกระทำของอีกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นร้ายหรือดี ต่างส่งผลกระทบถึงกันอย่างต่อเนื่อง ฉันฝึกภาวนา ก่อนนอน และตอนเช้า ทำให้เราได้อยู่กันสองคน สื่อสารกันได้จริง คุยกันได้ ยิ่งช่วงไหน.... คิดแต่ทางที่ดี เบิกบานแจ่มใสตื่นมาสดชื่น ร่าเริง เขาก็เหมือนจะมีความสุขไปด้วย ไม่มีอาการของโรคเลย
ช่วงเวลาแห่งความ สุข..... ก็มีช่วงเวลาแย่ๆ ที่เราไม่เข้าใจและขัดใจกันตกลงกันไม่ได้ สาเหตุก็มาจากฉันเอง เวลามีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะร้ายหรือดี ต่างส่งผลกระทบถึงอีกฝ่ายหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.... ก่อนหน้านี้เมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยทางกายต่างๆ ขึ้น เช่นปวดหัว.... เจ็บหน้าอก หายใจไม่ออก ฉันก็จะเกิดไม่ไว้ใจเขา...... โดยลืมนึกถึงธรรมชาติของอาการดำเนินไปของโรค ความคิดแว๊บ...แรกเข้ามา ฉันควรจะเสี่ยงไปให้เคมีบำบัด.... เอาเธอออกไปให้พ้นเสียที..... พอคิดอย่างนั้นจิตใต้สำนึกของฉันจะออกมาในทางลบ ทำให้กังวล วิตก รู้สึกไม่ดี เครียด นอนไม่หลับ ทำให้อาการตัวเองแย่ลงไปอีก
ทุกวันนี้ ฉันใช้วิธีพูดคุยกับเสียงภายใน บอกเขาว่าวันนี้ปวดเกินไปแล้วนะ อย่าโตเกินไป ถ้าปวดไปกว่านี้ ใครจะปักเสื้อสวยๆ ทำอาหารอร่อยๆให้เธอ...... ฉันปรารถนาจะดูแลผู้คน โดยเฉพาะผู้ป่วยวาระสุดท้ายของชีวิต ให้เขามีความสุข อย่างที่เรามีในวันนี้ยังไงล่ะ...อาการต่างๆ ก็จะดีขึ้นและหายไป
ฉัน ตั้งใจปฏิบัติ เปลี่ยนแปลงตนเอง ทำให้ทุกวันเป็นวันแห่งความสุข...และเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนผู้ป่วยมะเร็ง หรือโรคเรื้อรังอื่นๆ เพื่อให้เราอยู่ร่วมกันกับโรคของเราแบบไม่ทุกข์ทรมาน และตอนนี้เพื่อนของฉันก็แสดงให้เห็นว่าเขารับรู้และปรารถนา จะสื่อความรู้สึกถึงกันได้จริงๆ เขาไม่โตขึ้นไม่กินพื้นที่ นี้อาจจะเป็นสัญญาที่เป็นกำลังใจให้ต่อสู้ร่วมทุกข์ร่วมสุข ขอบคุณเพื่อนคนนี้ที่คอยตักเตือนและเปลี่ยนชีวิตให้พบกับความดีงาม และรู้จักตัวตนที่เป็นเรา บางครั้งเราก็.....เบียดเบียนร่างกายมากเกินไป มีผลอย่างไรก็ต้องกลับมารู้สึกตัว กลับมามองตัวเอง กลายเป็นว่าทุกวันนี้ฉันต้องทะนุถนอม แม้กระทั่งลมหายใจเข้าและออกติดตามดูแลทุกขณะว่าเป็นไปอย่างไร ต้องประคองส่วนอื่นๆ ของกายใจ ให้มีสติอยู่กับปัจจุบัน
เมื่อเราเริ่ม มองเห็นโลกภายในตัวเอง ความรู้สึกเป็นมิตรก็เกิดขึ้นทั้งต่อตัวเองและทุกสิ่งที่อยู่รอบตัว ชีวิตถ้าอยู่อย่างมีความหมาย เราก็จะมีความสุขง่ายๆ ได้มากขึ้น แม้กระทั่งในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ยิ้มแย้มกับคนแปลกหน้า บอกทางนักท่องเที่ยว ฟังความทุกข์ที่ต้องการระบายเป็นคำพูดของผู้คน ฉันว่าการที่มีจิตใจที่ดี เยียวยารักษาโรคได้ หมอที่เก่งที่สุด คือตัวเราเองแต่ก่อนที่เราจะเป็นหมอที่เก่ง เราต้องรู้จักตัวเราเองก่อน ปาฎิหารย์กำลังเกิดกับฉัน....

หัวใจฉันแตกสลาย

















หัวใจฉันแตกสลาย เมื่อหมอบอกว่า"มะเร็งของคุณกลับมาอีกแล้ว"

แค่นั้นสมองและประสาทหูของฉันไม่ได้ยินและรับรู้อะไร

คำพูดของหมอผ่านหูซ้ายทะลุหูขวา

สมองไม่ได้บันทึกความทรงจำใดๆ

ฉันคิดถึงแม่เข้าใจเลยว่าอาการอัมพาตเป็นอย่างไร

จากกรุงเทพถึงเชียงรายฉันไม่กล้าเจอหน้าใคร

ฉันกลัวคำถามมากมาย ฉันนั่งร้องไห้ 2-3 ชั่วโมง

มึนงงสับสนไปหมดโกรธโชคชะตาและคนรอบข้าง

ในใจมีแต่เสียงตัดพ้อและต่อว่า

พอคนเริ่มมองและสังเกตเห็นโทหาเพื่อนรุ่นน้องให้มารับที่สนามบิน

ฉันขอบคุณเขามากเข้ามารับและมองหน้าและถามเพียงว่า

พี่อยากไปไหนฉ้นต้องการที่ที่ให้กำลังใจ

แรงงบันดาลใจให้ฉันได้นิ่งสงบสติอารมณ์

ให้เสียงในหัวมันหยุดวิพากย์วิจารณ์

ฉันคิดถึงวัดพอไปถึงฉันเข้าไปกราบพระประทานในโบสถ์

สิ่งที่ฉันขอก็คือปัญญาที่จะจัดการเวลาที่เหลืออยู่อย่างไร

ฉันตั้งคำถามกับตัวเองทำไมฉันรู้สึกแย่และสิ้นหวังมากมาย

ทั้งๆที่ก็เคยผ่านเหตุการณ์วิกฤติมาครั้งหนึ่งแล้ว

เสียงภายในใจค่อยๆบอกฉันทีละนิด

ฉันหลงระเริงกะตัวเองยึดติดคิดว่าตัวเองเก่งแน่แล้ว

ฉันมีความฝันและกำลังเริ่มต้นทำในสิ่งที่ตัวเองรัก

พึ่งเปิดร้านอาหารใหม่ชื่อร้าน "ใส่ใจ"

เป็นร้านในอุดมคติและตอนนี้ฉันกลับมาป่วยอีกรอบ

สภาพฉันเป็นแบบนี้คนอื่นต้องมองว่าฉันล้มเหลวไม่ประสบความสำเร็จ

ไม่เก่งจริง

ฉันต้องเจ้งแน่ๆ

ยึดติดทะนงตัวเองมากมายกับชื่อเสียง

อยากให้โลกนี้ดับสูญไปซะ

พลังแห่งความเงียบในโบสถ์

และจังหวะการเต้นของหัวใจช่วยให้ความ

ฟุ้งซ่านในหัวค่อยๆดับลง

ฉันนั่งหลับตาลงในความมืดของโลกภายนอกดับสูญ

ฉันค่อยๆเห็นแสงรำไรจากภายใน

ช่วยให้เห็นใจของฉันชัดเจนมากขึ้น

แสงที่สาดฉายลงไปในความมืด

ในใจฉันช่วยพอที่จะนำทางที่ก่อเกิดปัญญา

ที่ปัดเป่าอวิชาออกไปจากใจ

"จงยอมรับสภาพร่างกายและชะตากรรมในปัจจุบันของเรา"